หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติแบบไม่ต้องปีนเขาหรือเดินไกล “ทะเลสาบเมืองไทย” คือหนึ่งในจุดหมายที่ตอบโจทย์ที่สุด ทั้งความเงียบสงบ ผืนน้ำกว้างไกล และบรรยากาศสุดชิลล์ที่ช่วยให้ได้พักใจอย่างเต็มที่ บทความนี้ได้รวบรวม พิกัด 10 ทะเลสาบในไทย จากทั่วทุกภูมิภาค เพื่อช่วยตอบคำถามว่า “จะไปทะเลสาบไหนดี?” ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบที่มีวิวภูเขารายล้อมด้วยป่าเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญที่เต็มไปด้วยนกนานาชนิด หรือบึงใหญ่ที่มีเอกลักษณ์ด้านวิถีชุมชน คุณจะได้รู้จุดเด่น กิจกรรม และข้อมูลจำเป็นในการวางแผนเที่ยวอย่างครบถ้วน ช่วยให้เลือกจุดหมายได้ง่ายขึ้น และออกเดินทางไปสัมผัสความงดงามของทะเลสาบไทยได้อย่างมั่นใจทุกทริป
10 ทะเลสาบขึ้นชื่อในเมืองไทย ที่ไม่ควรพลาด
หากคุณเป็นสายรักธรรมชาติ ทะเลสาบเมืองไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ควรหาโอกาสไปเยือนให้ได้สักครั้ง เมืองไทยเองก็มีทะเลสาบสวย ๆ มากมายซ่อนตัวอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศ มีทั้งแบบเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน หรือกิจกรรมแน่นเต็มวันให้ได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติ เตรียมตัวให้พร้อมและออกไปสัมผัสความงามของทะเลสาบในประเทศไทยให้ครบทั้ง 10 แห่ง!
1. บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์

บึงบอระเพ็ด บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่กว่า 132,737 ไร่ ครอบคลุมสามอำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร จระเข้น้ำจืด และพืชพันธุ์อีกหลากหลายชนิด มีเส้นทางเดินและลู่วิ่งรอบบึงให้ได้รับลมเย็นจากผืนน้ำตลอดทาง คนในพื้นที่มักจะมาเดินหรือวิ่งออกกำลังในตอนเย็น ระหว่างทางมักมีนกน้ำบินผ่านบึงไปมาให้ได้เห็นอยู่ตลอด และยังมีมุมชมวิวหลายจุดให้นักท่องเที่ยวได้หยุดพักถ่ายรูปอีกด้วย
จุดเด่น: ตำหนักแพกลางบึงที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ล่องเรือชมวิวพร้อมชมนกน้ำที่บินโฉบไปมาเหนือผืนน้ำ หรือชมการแสดงจระเข้หวาดเสียว
ที่ตั้ง: อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย 60000
พิกัด:https://maps.app.goo.gl/dwXfZhHebkQ1fQ2v5
เวลาเปิด – ปิด: ทุกวัน 09.00 – 17.00 น. เปิดจำหน่ายบัตร 10.00 น.
2. หนองหาน จังหวัดสกลนคร

หนองหาน หรือ หนองหานหลวง สกลนคร แหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน มีเนื้อที่กว่า 77,016 ไร่ และเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย รองจากบึงบอระเพ็ด ครอบคลุมสองอำเภอของจังหวัดสกลนคร ได้แก่ อำเภอเมืองสกลนคร และอำเภอโพนนาแก้ว รอบผืนน้ำมีท่าเรือเล็ก ๆ กระจายอยู่หลายจุด ชาวบ้านจะออกเรือแต่เช้าตรู่พร้อมแห ตะกร้า หรือเบ็ดมือ มุ่งสู่กลางหนองเพื่อหาปลา ปู กุ้ง และสัตว์น้ำพื้นถิ่นตามฤดูกาล
จุดเด่น: หนองหานมีเกาะดอนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ วิหาร หรือแหล่งที่อยู่ของนกน้ำ เป็นจุดเด่นสำคัญที่สร้างเสน่ห์ให้กับทิวทัศน์ของผืนน้ำกว้าง
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ปั่นจักรยานชมวิวรอบหนอง เส้นทางมีทั้งลานโล่งริมฝั่งและถนนเลียบผืนน้ำ หรือล่องเรือชมเกาะดอนต่าง ๆ พร้อมสักการะพระพุทธรูปและสัมผัสวิถีชุมชน
ที่ตั้ง: ถนนมรรคาลัย ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
พิกัด:https://maps.app.goo.gl/xY877MUE9e2csDns8
เวลาเปิด – ปิด: ทุกวัน 06.00 – 18.00 น.
3. ทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา

ทะเลสาบสงขลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 1,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นจุดที่ลำคลองหลายสายไหลมารวมกันก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ โดยรวมทั้งป่าชายเลน ป่าพรุ พื้นที่น้ำจืดและน้ำกร่อย เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและสัตว์ทะเลหลากสายพันธุ์ ชุมชนโดยรอบพื้นที่มักจะประกอบอาชีพประมง มีวัฒนธรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ผูกพันกับทะเลสาบ ขณะเดียวกันยังรองรับการท่องเที่ยวให้นักเดินทางสามารถเยี่ยมชมธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบทะเลสาบได้
จุดเด่น: เป็นทะเลสาบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบเฉพาะตัวที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ภายในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดความหลากหลายทางนิเวศสูงสุดแห่งหนึ่งในไทย
กิจกรรมที่น่าสนใจ: นั่งเรือท้องถิ่นแล่นผ่านเกาะเล็ก เกาะน้อย ชมป่าชายเลน และดูวิถีประมงพื้นบ้าน
ที่ตั้ง: ตำบลระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
พิกัด:https://maps.app.goo.gl/Fc3QE7ZS6dVio6oAA
เวลาเปิด – ปิด: –
4. ทะเลบัวแดง (หนองหานกุมภวาปี) จังหวัดอุดรธานี

ทะเลบัวแดง บึงน้ำจืดที่เป็นแหล่งชมบัวอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยที่คนมักจะนึกถึงเมื่อฤดูหนาวมาเยือน มีพื้นที่โดยรวมราว 22,500 ไร่ เป็นบ้านของสัตว์น้ำและนกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกน้ำ นกอีโก้ง นกยาง นกตะเวน และนกอพยพ รวมถึงปลาหลากหลาย ระหว่างช่วงเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ บัวสายสีชมพูเข้มจะบานเต็มผืนน้ำให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉม จนได้รับการขนานนามว่าทุ่งบัวแดงมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเด่น: ดอกบัวสายสีชมพูนับล้านบานพร้อมกันจนดูเหมือนมหาสมุทรดอกไม้กลางท้องน้ำ รวมถึงเสน่ห์กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกบัวเคล้ากับลมหนาวทำให้ได้รับการยกให้เป็นทะเลสาบที่มีความแปลก 1 ใน 15 แห่งของโลก
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ล่องเรือหางยาวผ่านผืนน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัว สัมผัสกลิ่นธรรมชาติ ดูดอกไม้สะพรั่งเต็มผืนน้ำ โดยควรออกเรือช่วงเช้า (ประมาณ 6:00–11:00 น.) เพราะดอกบัวจะบานเต็มที่ก่อนแดดแรง
ที่ตั้ง: ตำบลบ้านเดียม เชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
พิกัด:https://maps.app.goo.gl/wdUeywXekFWvAExC8
เวลาเปิด – ปิด: ทุกวัน 06.00 – 17.00 น.
5. บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ

บึงละหาน ชัยภูมิ ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 18,000 ไร่ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำท้องถิ่นและเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีทุ่งดอกบัวแดงกลางน้ำ โดยจะเริ่มบานช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป กลายเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามและโดดเด่น นับว่าเป็นเอกลักษณ์สำคัญของที่นี่
จุดเด่น: สะพานไม้ทุ่งบัวแดงยาวประมาณ 500 เมตร สามารถเดินชมทุ่งบัวสายและนกอพยพได้ในช่วงหน้าหนาว
กิจกรรมที่น่าสนใจ: กางเต็นท์พักผ่อน ส่องนกในช่วงฤดูหนาว หรือศึกษาวิถีชีวิตชุมชนประมงในช่วงฤดูฝน
ที่ตั้ง: ตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QVDEweT74YjfbhMb9
เวลาเปิด – ปิด: ทุกวัน 06:00 น. – 10:00 น. (กิจกรรมชมบัว)
6. กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา

กว๊านพะเยา ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีเนื้อที่กว่า 12,000 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพะเยา โดยคำว่า “กว๊าน” ตามภาษาพื้นเมืองหมายถึง “บึง” ซึ่งเป็นคำล้านนาเฉพาะถิ่นที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น กว๊านพะเยาเป็นแลนด์มาร์กและเปรียบเสมือนหัวใจของเมืองพะเยา ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งน้ำที่มีปลาน้ำจืดหลายชนิด และเป็นแหล่งประมงที่สำคัญของจังหวัดพะเยา นอกจากนี้ชุมชนรอบกว๊านผูกพันกับการประมงและวิถีชีวิตริมบึงมาอย่างยาวนาน
จุดเด่น: เป็นทะเลสาบกลางหุบเขา ที่มีทิวเขาเป็นฉากหลังให้วิวโดยรอบสวยงามทั้งเช้าและยามเย็น และยังโดดเด่นด้วยรูปปั้นพญานาคเกล็ดทองกลางน้ำที่ตั้งตระหง่านราวกับทำหน้าที่ปกป้องผืนน้ำกว๊านพะเยาไว้
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ล่องเรือชมผืนน้ำกว้าง สูดอากาศสดชื่น พร้อมชมพระอาทิตย์ตก หรือปั่นจักรยานและเดินเล่นริมฝั่งรับลม
ที่ตั้ง: ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QbZ7FHL16dtbSgcw5
เวลาเปิด – ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
7. ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง

ทะเลน้อยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบน้ำจืดและน้ำกร่อยที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพัทลุง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของภาคใต้ ถือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ทั้งด้านประมง การอนุรักษ์และสมดุลนิเวศ ด้วยผืนน้ำ กอหญ้า และป่าพรุ ป่าชายเลนโดยรอบ ทำให้บรรยากาศรอบทะเลน้อยเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักผ่อนจริง ๆ และหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง
จุดเด่น: เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำหลายชนิด ทั้งประจำถิ่นและอพยพ เป็นจุดที่ดีสำหรับนักดูนก และผู้ที่สนใจนิเวศวิทยา
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ส่องนกน้ำ และล่องเรือผ่านคลองเล็ก คลองน้อย ศึกษาระบบนิเวศของธรรมชาติภาคใต้อย่างใกล้ชิด
ที่ตั้ง: ตำบลนางตุง และ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/xbYFXfcbg31HcapW8
เวลาเปิด – ปิด: –
8. บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร

บึงสีไฟ สัญลักษณ์แห่งเมืองพิจิตร แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 5 ของประเทศไทย รองจากบึงบอระเพ็ด ทะเลสาบ หนองหาน บึงละหาน และกว๊านพะเยา ตามลำดับ มีเนื้อที่ประมาณ 8.62 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดพิจิตรไปทางทิศตะวันตกเพียง 1 กิโลเมตร บรรยากาศเงียบสงบ เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนของชาวเมืองพิจิตรที่มักจะมาชมพระอาทิตย์ตกลงกลางบึงสีไฟในช่วงเย็นเป็นประจำ
จุดเด่น: รูปปั้นชาละวันตามตำนานวรรณคดีพื้นบ้านเรื่องชาละวัน-ไกรทอง ซึ่งเป็นรูปปั้นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งแรกของเมืองพิจิตร
กิจกรรมที่น่าสนใจ: เดินเล่น นั่งชมวิวที่ศาลากลางน้ำ หรือปั่นจักรยานออกกำลังกายรอบบึงสีไฟ และเยี่ยมชมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
ที่ตั้ง: ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/AiQh33z7tU8Z6YoQ9
เวลาเปิด – ปิด: สวนสาธารณะเปิด 07.00 น. – 18.30 น.
9. บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

บึงโขงหลงเป็นแอ่งน้ำจืดขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 11,858 ไร่ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของภาคอีสาน ทั้งเป็นแหล่งประมง ช่วยชลประทาน และเป็นถิ่นอาศัยของนกน้ำ ปัจจุบันพื้นที่ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ บึงโขงหลงให้ความรู้สึกเป็น “ทะเลสาบในอีสาน” ที่ผสมกันระหว่างความกว้างของผืนน้ำ ดอนกลางบึง และวิถีชุมชนท้องถิ่น
จุดเด่น: เป็นแหล่งชุ่มน้ำที่มีทั้ง “ดอนกลางบึง” หลายดอน เช่น ดอนสวรรค์ ดอนแก้ว ดอนโพธิ์ ทำให้มีรูปแบบภูมิประเทศแบบเกาะ-ช่องน้ำไม่เหมือนบึงทั่วไป
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ดูนก โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีนกอพยพหลายสิบชนิดแวะพัก
ที่ตั้ง: อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/9ZSfwrDHTJqQ6RYF8
เวลาเปิด – ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
10. ทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

ทะเลสาบดอยเต่า เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 125 กม. ใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง ที่นี่ถือเป็นแหล่งต้นน้ำของเขื่อนและเป็นต้นน้ำของลำน้ำปิง มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เวิ้งน้ำกว้างมีฉากหลังเป็นทิวเขา โดยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายนที่จะมีบริการเรือนำเที่ยวจากทะเลสาบดอยเต่าไปยังเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสลำน้ำภาคเหนือและชมวิวตลอดทาง
จุดเด่น: มีบริการทั้งแพพักและแพอาหาร สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแบบวันเดย์ทริปและค้างคืน และมีตลาดปลาย่าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนประมงให้ได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน
กิจกรรมที่น่าสนใจ: ล่องเรือนำเที่ยวไปเขื่อนภูมิพลหรือตกปลาที่แพริมน้ำ
ที่ตั้ง: หมู่ 3 ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NKYFpggy4QXvr6PWA
เวลาเปิด – ปิด: ทุกวัน 09.00 น. – 17.00 น.
เปรียบเทียบข้อมูล 10 ทะเลสาบในไทย น่าไปเยือน
| สถานที่ | จังหวัด | ประเภท | จุดเด่น / ไฮไลต์ | ช่วงเวลาแนะนำ |
| บึงบอระเพ็ด | นครสวรรค์ | บึงน้ำจืดขนาดใหญ่ | ตำหนักแพกลางบึง | พ.ย.–ก.พ. |
| หนองหาน | สกลนคร | ทะเลสาบธรรมชาติขนาดใหญ่ | เกาะดอน โบสถ์ วิหารกลางน้ำ | พ.ย.–มี.ค. |
| ทะเลสาบสงขลา | สงขลา | ทะเลสาบน้ำกร่อย–น้ำเค็มผสม | ทะเลสาบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ | ธ.ค.–มี.ค. |
| ทะเลบัวแดง (หนองหานกุมภวาปี) | อุดรธานี | บึงน้ำจืดธรรมชาติ | ดอกบัวสายสีชมพูนับล้าน | ธ.ค.–ก.พ. |
| บึงละหาน | ชัยภูมิ | บึงน้ำตื้นธรรมชาติ | สะพานไม้ทุ่งบัวแดง | พ.ย.–เม.ย. |
| กว๊านพะเยา | พะเยา | บึงน้ำจืดธรรมชาติ | รูปปั้นพญานาคเกล็ดทองกลางน้ำ | พ.ย.–ก.พ. |
| ทะเลน้อย | พัทลุง | พื้นที่ชุ่มน้ำ | แหล่งอาศัยของนกน้ำหลายชนิด | มี.ค.–มิ.ย. |
| บึงสีไฟ | พิจิตร | บึงน้ำจืดขนาดใหญ่ | รูปปั้นชาละวัน | พ.ย.–ก.พ. |
| บึงโขงหลง | บึงกาฬ | พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่า | ดอนกลางบึง | พ.ย.–มี.ค. |
| ทะเลสาบดอยเต่า | เชียงใหม่ | อ่างเก็บน้ำ | แพพักและแพอาหาร | พ.ย.–ก.พ. |
ข้อควรรู้และเคล็ดลับการเดินทาง
- ตรวจสอบระดับน้ำ ควรเช็กระดับน้ำจากกรมชลประทานหรือเพจท้องถิ่น เพราะแต่ละฤดูกาลทำให้ทิวทัศน์แตกต่างกัน เช่น ช่วงน้ำขึ้นอาจล่องเรือได้สวย ส่วนช่วงน้ำลงบางทะเลสาบในประเทศไทยจะเห็นดอนกลางน้ำ
- เตรียมอุปกรณ์กันแดด ควรพกหมวก ครีมกันแดด และเสื้อแขนยาวแบบระบายอากาศ เพื่อป้องกันรังสียูวี โดยเฉพาะช่วงล่องเรือหรือเดินชมวิว
- เคารพธรรมชาติและวิถีชุมชน ทะเลสาบประเทศไทยหลายแห่ง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จึงควรรักษามารยาท เช่น ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ทิ้งขยะ และระวังการรบกวนนกน้ำหรือสัตว์ท้องถิ่น รวมถึงสนับสนุนสินค้าชุมชนเพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืน
- จองที่พักและเรือล่วงหน้า ฤดูกาลท่องเที่ยว เช่น ช่วงดอกบัวบาน หรือนกอพยพ มักมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การจองที่พักและเรือล่วงหน้าช่วยให้ไม่พลาดประสบการณ์สำคัญ
- วางแผนการเดินทาง ทะเลสาบเมืองไทยแต่ละแห่งมีเส้นทางต่างกัน บางพื้นที่ต้องใช้รถส่วนตัว บางแห่งมีเรือเช่าเป็นจุดเชื่อมต่อ ควรวางเส้นทางให้เหมาะกับเวลาและกิจกรรมที่ต้องการทำ การเตรียมแผนที่ดีช่วยให้ประสบการณ์เที่ยวทะเลสาบในประเทศไทยสมบูรณ์
การท่องเที่ยวทะเลสาบในไทยแต่ละแห่งมีเสน่ห์ไม่ซ้ำกัน ทั้งผืนน้ำกว้าง นกอพยพ ดอนกลางน้ำ และวิถีชุมชนที่ยังคงความงดงามไว้ครบถ้วน สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางราบรื่นและเก็บทุกช่วงเวลาสวย ๆ ได้เต็มที่
หากกำลังมองหาบริการรถเช่าคุณภาพที่ช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องง่าย Drive Car Rental มีบริการเช่ารถ ที่ตอบโจทย์ทั้งคนเดินทางคนเดียว เดินทางกับเพื่อน หรือครอบครัว ด้วยบริการเช่ารถกรุงเทพ, เช่ารถภูเก็ต ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การเดินทางของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรถให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ และเพลิดเพลินกับทะเลสาบในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่