กฎหมายเมาแล้วขับ คือมาตรการเชิงป้องกันที่มุ่งลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับความเข้มงวดของบทลงโทษ รวมถึงปรับปรุงข้อกำหนดต่าง ๆ ในกฎหมายฉบับใหม่ที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรทำความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ
ทำความรู้จัก “กฎหมายเมาแล้วขับ”
กฎหมายเมาแล้วขับในประเทศไทย ได้รับการบัญญัติขึ้นครั้งแรกในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น” โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ร่วมทางและคนเดินถนนที่อาจได้รับอันตรายจากพฤติกรรมดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักอันดับ 1 ดังนั้น ในปัจจุบัน กฎหมายใหม่เมาแล้วขับ จึงมีการเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดและบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพื่อลดโอกาสในการกระทำความผิดและลดการสูญเสียบนท้องถนนได้อย่างยั่งยืน
เกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่กฎหมายกำหนด
บุคคลทั่วไป
ตามกฎหมายเมาขับล่าสุด ฉบับปี 2567 ได้ระบุเกณฑ์มาตรฐานสำหรับบุคคลทั่วไปไว้ชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มีความผิดฐานเมาแล้วขับ ซึ่งจะมีบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
บุคคลกลุ่มเสี่ยง
ในกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง กฎหมายเมาแล้วขับล่าสุดได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เข้มงวดกว่าปกติ โดยหากมีปริมาณแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะถือว่ามีความผิดฐานเมาแล้วขับทันที ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวประกอบด้วย ผู้ขับขี่ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี, ผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราวหรือเพิ่งได้รับไม่เกิน 2 ปี, ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ รวมถึงผู้ที่ใช้ใบขับขี่ผิดประเภท เช่น การใช้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์มาขับขี่รถยนต์ เป็นต้น
ผู้ขับขี่รถบรรทุก/รถสาธารณะ
สำหรับผู้ขับขี่รถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด กฎหมายกำหนดให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดต้องเป็น ‘ศูนย์’ (0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) เท่านั้น หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย จะถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายเมาแล้วขับทันที
สรุปอัตราโทษเมาแล้วขับในแต่ละกรณี (ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ฉบับล่าสุด)
กรณีกระทำผิดครั้งแรก
หากถูกเรียกตรวจเป่าแอลกอฮอล์และพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเข้าข่ายเมาแล้วขับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด นอกจากนี้ จะถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
แต่หากผู้ขับขี่ไม่ยินยอมเป่าแอลกอฮอล์ หรือขัดขืนเจ้าหน้าที่ขณะมีพฤติการณ์เมาแล้วขับ กฎหมายจะตีความว่ามีความผิดทันที และต้องระวางโทษเช่นเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น
กรณีทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี
หากผู้ขับขี่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับภายใน 2 ปี นับแต่วันแรกที่กระทำความผิด จะเพิ่มอัตราโทษจำคุกเป็น ไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
กรณีเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ
บ่อยครั้งที่การเมาแล้วขับมักนำไปสู่อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมทาง ตลอดจนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างสาธารณะ โดยในกรณีการฝ่าฝืนกฎหมายเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท นอกจากนี้ ศาลยังอาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
กรณีเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
กรณีฝ่าฝืนกฎหมายเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุและทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บสาหัส จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท นอกจากนี้ ศาลอาจมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
กรณีเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
สำหรับกรณีที่พฤติกรรมเมาแล้วขับรุนแรงจนก่อให้เกิดการเสียชีวิต จะมีบทลงโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท รวมถึงถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อย่างถาวร เนื่องจากถือเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง

ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ มีความผิดหรือไม่?
หลายคนที่ดื่มแล้วขับมักมีความเชื่อผิด ๆ ว่า หากปฏิเสธการเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถเอาผิดได้เนื่องจากขาดหลักฐาน แต่ในความเป็นจริง พระราชบัญญัติจราจรทางบก ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ขับขี่ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานในการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งจะมีบทลงโทษเช่นเดียวกับกรณีเมาแล้วขับทุกประการ
เมาแล้วขับ ประกันคุ้มครองหรือไม่?
เนื่องจากการเมาแล้วขับ กฎหมายถือเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงมีเงื่อนไขยกเว้นความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวยานพาหนะในกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเราสามารถจำแนกความคุ้มครองตามประเภทของประกันภัยได้ดังนี้
ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ยังคงให้ความคุ้มครองแก่คู่กรณีและผู้ประสบภัยเสมอ แม้ผู้ขับขี่จะเมาสุรา โดยจะได้รับความคุ้มครองสูงสุด ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน
- กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร: จ่ายสินไหมทดแทนสูงสุด 500,000 บาทต่อคน
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. จะเน้นความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับบุคคลเท่านั้น ส่วนค่าซ่อมแซมยานพาหนะหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ของคู่กรณี ผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง เนื่องจากประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินในกรณีนี้
ประกันภัยภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+, 2, 3)
สำหรับประกันภัยภาคสมัครใจทุกประเภท หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะปฏิเสธความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกันทันที
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก (คู่กรณี) บริษัทประกันยังคงมีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแทนผู้ขับขี่ไปก่อนตามความคุ้มครองในกรมธรรม์ แต่จะดำเนินการไล่เบี้ย หรือเรียกเก็บเงินคืน จากผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับในภายหลังทั้งหมด ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงด้วยตัวเอง

วิธีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ตามกฎหมายใหม่
- การเป่าลมหายใจ (Breath Alcohol Test): เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุด โดยใช้เครื่องตรวจวัดลมหายใจ (Breathalyzer) เพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปะปนอยู่ในลมหายใจ หากผู้ขับขี่ “ปฏิเสธการเป่า” กฎหมายให้สันนิษฐานว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เท่ากับฝ่าฝืนกฎหมายใหม่เมาแล้วขับ
- การตรวจเลือด (Blood Alcohol Test): ใช้ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถทดสอบโดยการเป่าได้ เช่น ประสบอุบัติเหตุจนบาดเจ็บสาหัส หรือหมดสติ โดยพนักงานสอบสวนจะส่งตัวไปยังสถานพยาบาลเพื่อเจาะเลือดตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ ซึ่งควรดำเนินการโดยเร็วที่สุด (ภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ) เพื่อความแม่นยำของพยานหลักฐาน
- การตรวจปัสสาวะ (Urine Alcohol Test): เป็นวิธีทางเลือกตามกฎกระทรวง ในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีตรวจวัดด้วยลมหายใจหรือเลือดได้ โดยต้องกระทำในสถานที่มิดชิดและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายเมาแล้วขับ (FAQ)
หากกระทำผิดกฎหมายเมาแล้วขับครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่
ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายเมาแล้วขับล่าสุด จะไม่มีการละเว้นโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดในทุกกรณี ดังนั้น แม้จะเป็นการกระทำผิดครั้งแรก ผู้ขับขี่ก็ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน โดยไม่มีข้อยกเว้น
ถ้าเมาแล้วขับ แต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุ จะโดนลงโทษไหม?
แม้จะยังไม่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายใดๆ แต่การขับขี่ในขณะมึนเมา ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเมาขับล่าสุดอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ขับขี่ยังคงต้องได้รับบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดิม
นอนหลับในรถในขณะที่เมา แต่ไม่ได้ขับ ผิดไหม?
หากเมาสุราแล้วจำเป็นต้องนอนพักในรถ ควรดับเครื่องยนต์ให้สนิทและย้ายลงไปนอนที่เบาะหลัง เพื่อแสดงเจตนาว่าไม่มีความประสงค์จะขับขี่ ซึ่งโดยปกติจะไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่หากสตาร์ตเครื่องยนต์หรือนอนในตำแหน่งคนขับ เจ้าหน้าที่อาจตีความว่ามีเจตนาควบคุมรถและเข้าข่ายความผิดฐานเมาแล้วขับได้
ถ้าเมาแล้วให้เพื่อนขับแทน จะถือว่าผิดไหม?
ในกรณีให้เพื่อนเป็นผู้ขับรถแทน ต้องมั่นใจว่าผู้ขับขี่แทนนั้นมี “ความพร้อมทางกฎหมาย” โดยมีข้อควรระวังดังนี้
- ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่: หากเพื่อนที่ขับแทนไม่มีใบขับขี่ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถได้
- เพื่อนต้องไม่อยู่ในสภาพมึนเมา: หากผู้ขับขี่แทนมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะมีความผิดฐานเมาแล้วขับเช่นเดียวกัน
- ห้ามนั่งเบาะคนขับแล้วให้คนอื่นคุมพวงมาลัย: พฤติกรรมการนั่งที่เบาะคนขับแล้วให้เพื่อนช่วยบังคับพวงมาลัยจากเบาะข้าง เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากกฎหมายจะพิจารณาว่าผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยคือผู้ควบคุมยานพาหนะ หากตรวจพบว่าเมาจะถือว่าทำผิดกฎหมายเมาแล้วขับทันที
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย หากไม่มีเพื่อนที่มีความพร้อมในการขับขี่ ควรเลือกใช้บริการแอปพลิเคชันพนักงานขับรถส่วนบุคคล หรือใช้บริการรถสาธารณะจะดีที่สุด
การทำความเข้าใจ “กฎหมายเมาแล้วขับล่าสุด” จะช่วยให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด สำหรับนักท่องเที่ยว สายปาร์ตี้ หรือนักธุรกิจที่ต้องมีการดื่มสังสรรค์ตามมารยาทสังคม นอกจากการเรียกใช้บริการพนักงานขับรถผ่านแอปพลิเคชันแล้ว การเลือกใช้บริการเช่ารถพร้อมโชเฟอร์ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเดินทางเป็นหมู่คณะหรือทริปธุรกิจที่ต้องการความสะดวกสบายและความเป็นมืออาชีพควบคู่ไปกับความปลอดภัย
ยกระดับทุกการเดินทางของคุณให้เหนือกว่าด้วยบริการเช่ารถพร้อมคนขับจาก Drive Car Rental ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุดในทุกทริป มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยพนักงานขับรถมืออาชีพที่ผ่านการตรวจสอบประวัติและอบรมมาตรฐานงานบริการมาอย่างเข้มงวด พร้อมรถเช่ารุ่นใหม่สภาพเยี่ยมอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี ซึ่งผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดก่อนส่งมอบ เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การเดินทางที่อุ่นใจและมั่นใจที่สุด