ผู้ใช้รถหลายคนอาจสงสัยว่าตรอ. คืออะไร และทำไมต้องไปตรวจกับตรอ. เมื่อใช้งานรถจักรยานยนต์ได้ 5 ปีและใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้ 7 ปี ตรอ. แปลว่า สถานตรวจสภาพรถเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกหรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกกำหนด หลังจากตรวจสภาพรถแล้ว ก็สามารถขอใบรับรองการตรวจสภาพ เพื่อนำไปใช้ต่อภาษี (ป้ายวงกลม) โดยใบรับรองที่ได้จะมีอายุการใช้งาน 3 เดือนนับจากวันที่ตรวจ
รถประเภทไหนและอายุเท่าไหร่ ต้องตรวจสภาพกับ ตรอ.
- รถจักรยานยนต์: รถจักรยานยนต์ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน: รถเก๋ง รถเอสยูวีที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน: รถตู้ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
- รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล: รถกระบะที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
อัปเดต! อัตราค่าบริการตรวจสภาพรถ ตรอ. ล่าสุด

อัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับตรอ. แต่ละแห่ง และแตกต่างกันออกไปตามประเภทและขนาดของรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ รถตู้ หรือรถจักรยานยนต์ ตามเกณฑ์ราคาที่กรมขนส่งกำหนดไว้ โดยในขณะนี้ (ปี 2026) รถที่น้ำหนักเกิน 2,200 กิโลกรัม ก็สามารถนำมาตรวจสภาพที่ตรอ. ได้แล้วเช่นกัน (แนะนำให้ตรวจสอบกับตรอ. ที่สนใจนำรถไปตรวจสภาพก่อนเข้าไปหน้างาน)
- รถจักรยานยนต์: ค่าตรวจสภาพคันละประมาณ 60 บาท
- รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม: เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล ค่าตรวจสภาพคันละประมาณ 150 บาทขึ้นไป
- รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม: เช่น รถยนต์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ค่าตรวจสภาพคันละประมาณ 250 บาทขึ้นไป
- รถที่น้ำหนักเกิน 2,200 – 4,000 กิโลกรัม: เช่น รถ PPV, รถตู้, หรือรถโดยสารเล็ก ค่าตรวจสภาพคันละประมาณ 300 บาทขึ้นไป
ไปต่อ ตรอ. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
การไปตรวจสภาพรถใช้เพียงสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (ตัวจริงหรือสำเนาก็ได้) หากรถติดไฟแนนซ์สามารถใช้สำเนาทะเบียนรถที่ได้จากไฟแนนซ์ หรือใบรับจดทะเบียนรถทดแทนได้ และนำรถไปตรวจสภาพที่ตรอ. ใกล้บ้านได้เลย หลังตรวจเสร็จ ตรอ. จะออกใบรับรองการตรวจสภาพ ที่ใช้ในการยื่นซื้อพ.ร.บ. ในกรณีที่ยังไม่ได้ซื้อ และยื่นต่อภาษีรถยนต์ได้ทันที โดยใบรับรองจะมีอายุ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออก
เจาะลึก! ตรอ. ตรวจเช็กอะไรบ้าง

การรู้ว่า ตรอ. ตรวจอะไรบ้างจะช่วยให้เตรียมรถได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสผ่านการตรวจในครั้งแรกโดยไม่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไขใหม่ การตรวจของตรอ. จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที มีรายละเอียดดังนี้
ความถูกต้องของข้อมูลรถ
ตรวจสอบว่าข้อมูลของตัวรถ เช่น ลักษณะรถ สีรถ รหัสประจำรถ ชนิดเครื่องยนต์ ป้ายทะเบียน หมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ ตรงกับที่ระบุในเล่มทะเบียนประจำรถหรือไม่
ระบบเบรก
ทางตรอ. จะใช้เครื่องทดสอบแรงเบรก (Brake Tester) ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเบรกทั้งเบรกหลักและเบรกมือเพื่อดูแรงห้ามล้อ
สภาพภายในและภายนอกรถโดยรวม
ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ภายในและภายนอกรถไม่ว่าจะเป็นที่ปัดน้ำฝน แตรรถ พวงมาลัย เข็มขัดนิรภัย ระบบบังคับเลี้ยว ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉินทุกดวง สภาพตัวถัง ศูนย์ล้อ ล้อและยางรถ เป็นต้น ว่าทำงานปกติ เหมาะสมที่จะใช้งานต่อหรือไม่
โคมไฟหน้ารถ
ตรวจวัดโคมไฟหน้ารถพุ่งไกลว่ามีความสว่างมากพอที่จะทำให้มองเห็นทางชัดเจนเมื่อมีแสงน้อยหรือฝนตก และตรวจวัดมุมกดแสงไฟแสงต่ำไม่ให้รบกวนรถคันที่สวนมา โดยใช้เครื่องทดสอบไฟหน้าตรวจสอบความเข้มของแสง และองศาการส่องสว่างให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบก
เสียงท่อไอเสียและค่าไอเสีย
ตรวจระดับควันและมลพิษจากท่อไอเสีย (ระดับ CO และ HC) รวมถึงวัดความดังของท่อไอเสีย เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ถ้าตรวจสภาพรถไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไร?
หากรถไม่ผ่านการตรวจสภาพเนื่องจากสภาพรถไม่สมบูรณ์ เช่น ควันดำเกินมาตรฐาน ระบบเบรกชำรุด รถถูกนำไปดัดแปลงผิดกฎหมาย ตรอ.จะแจ้งข้อบกพร่องให้เจ้าของรถทราบ เพื่อนำรถไปแก้ไขและนำกลับมาตรวจใหม่ โดยหากนำรถกลับมาตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชนแห่งเดิมภายใน 15 วัน จะเสียค่าบริการเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราที่กำหนด แต่หากเกินกว่า 15 วัน หรือนำไปตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชนแห่งอื่น จะต้องเสียค่าบริการเต็มอัตรา
กรณีไหนบ้างที่ “ตรวจสภาพกับ ตรอ. ไม่ได้” และต้องไปที่ขนส่งเท่านั้น?
ในกรณีต่อไปนี้ จะไม่สามารถตรวจสภาพรถกับทางตรอ. ผู้ใช้รถจะต้องนำรถไปตรวจสภาพสำนักงานขนส่งจังหวัด หรือกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
- รถที่ดัดแปลงสภาพ ไม่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้: รถที่นำไปแต่งเติมส่วนใดส่วนหนึ่งให้ผิดไปจากที่จดทะเบียน เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนลักษณะรถ เปลี่ยนสีรถ เปลี่ยนชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
- รถที่เจ้าของแจ้งหยุดใช้รถชั่วคราวหรือแจ้งเลิกใช้รถถาวร: เป็นรถที่ต้องมาตรวจที่ขนส่งเท่านั้น เพื่อยืนยันว่าสามารถนำไปขับขี่บนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย และป้องกันการสวมทะเบียนจากคนอื่น
- รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถหรือเลขเครื่องยนต์: รถที่ไม่ปรากฏตัวเลข หรือมีตัวเลขที่ชำรุดเสียหาย ไม่ว่าจะเกิดจากการขูด การลบ หรือการแก้ไขด้วยวิธีใดก็ตาม จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ จำเป็นต้องติดต่อกับขนส่งเท่านั้น
- รถเก่าที่มีเลขทะเบียนเป็นเลขรุ่นเก่า: เช่น ก-1234, 8ก-0001 ที่ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลรูปแบบเดิม เมื่อไปติดต่อที่ขนส่งจะได้รับการเปลี่ยนเลขเป็นหมวดใหม่ (อักษร 2 ตัวนำหน้า)
- รถที่ถูกโจรกรรมแล้วได้คืน: รถที่เคยถูกโจรกรรมต้องนำรถเข้าตรวจสภาพที่ขนส่ง เพื่อตรวจสอบโครงสร้าง เลขตัวถัง และปรับปรุงสถานะทางทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- รถที่ได้สิ้นอายุภาษีประจำปีเกิน 1 ปี: รถที่ขาดต่อทะเบียนเกิน 1 ปีหรือรถที่ไม่ได้ใช้งานอาจมีชิ้นส่วนเสื่อมสภาพหรือมีการสวมทะเบียน เจ้าของต้องดำเนินการจดทะเบียนรถใหม่ที่กรมขนส่งเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ตรอ. (FAQ)
อายุการใช้งานของรถนับอย่างไร
การนับอายุการใช้งานของรถ ให้นับอายุทางทะเบียนโดยนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก ถึงวันสิ้นสุดอายุภาษีประจำปี (วันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี)
ต้องตรวจสภาพรถภายในเมื่อไหร่
เจ้าของรถสามารถนำรถเข้าตรวจสภาพก่อนวันครบกำหนดเสียภาษีรถประจำปี (วันและเดือนที่จดทะเบียนรถครั้งแรก) ได้ล่วงหน้าสูงสุด 3 เดือน หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงกำหนดต่อภาษีรถยนต์
ขาดต่อทะเบียนรถ มีค่าปรับเท่าไหร่
หลังตรวจสภาพรถที่ตรอ. แล้ว ต้องไปต่อทะเบียนภายใน 3 เดือนที่ได้ใบรับรองจากตรอ. หากต่อล่าช้าจนเลยวันที่จดทะเบียนรถ จะต้องเสียค่าปรับ 1% ต่อเดือน ของค่าภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่หมดอายุไปจนถึงวันที่ชำระเงิน (เศษของเดือนจะนับเป็น 1 เดือน) และหากค้างชำระภาษีเกิน 3 ปีจะถูกระงับป้ายทะเบียน ซึ่งเจ้าของรถต้องทำเรื่องคืนทะเบียนรถภายใน 30 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับเพิ่มเติมตามกฎหมาย
การเข้ารับการตรวจกับตรอ. คือขั้นตอนสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนควรใส่ใจ หลังจากนำรถไปตรวจสภาพและได้รับใบรับรองเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำใบรับรองไปใช้ต่อภาษีรถจักรยานยนต์/รถยนต์ แล้วจ่ายภาษีผ่านช่องทางออนไลน์หรือสำนักงานขนส่ง จากนั้นนำป้ายภาษีรถยนต์ที่ได้รับมาติดที่รถก็เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับใครที่อยากข้ามขั้นตอนเหล่านี้ มีตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่า กับบริการของ Drive Car Rental ที่นี่เรามีบริการ เช่ารถระยะยาว ที่ช่วยตัดความยุ่งยากเรื่องการไปดำเนินการตรวจสภาพรถ ทั้งยังครอบคลุมทุกความต้องการด้วยบริการอื่น ๆ อย่างการให้ เช่ารถพร้อมคนขับ และบริการ รถรับส่งสนามบิน ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทุกการเดินทางของคุณ ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อธุรกิจหรือท่องเที่ยว Drive Car Rental พร้อมดูแลทุกเส้นทางให้คุณถึงจุดหมายอย่างสบายใจ